งานหนักไม่เคยฆ่าใคร? (จริงหรือ?)
วันก่อนมีโอกาสได้ดูแลแขกจากบริษัทที่เป็นเครือญาติกันมาเยี่ยมชมโรงงาน น้องคนหนึ่งในทีมนั้นใส่เสื้อชอปของมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือแห่งหนึ่งซึ่งปักคำนี้เอาไว้ครับ “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ทว่าในฐานะที่ทำงานด้านความปลอดภัยในการทำงานด้วยเนี่ย จากข้อมูลต่าง ๆ ชี้ตรงกันว่า “งานหนักฆ่าคุณได้” ครับ
ผลการศึกษาต่างชี้ตรงกันว่า งานที่มีความเครียดสูง มีเวลาพักผ่อนน้อย มักทำให้ความดันโลหิตผิดปกติ และนำไปสู่โรคอื่น ๆ แต่สำหรับตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดที่จะสามารถสนับสนุนความคิดที่ว่างานหนักฆ่าคุณได้นั้น คงเป็นตัวอย่างโรคคาโรชิ (Charochi syndrome) จากทางญี่ปุ่นครับ
อันว่าโรคคาโรชินั้นมีรายงานเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2006 วิศวกรจากบริษัทรถยนต์ชื่อดัง (มาก) แห่งหนึ่งเสียชีวิตในวันเดียวกับที่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ โดยก่อนหน้านั้น เค้าต้องทำงานล่วงเวลา (แต่เดิมบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะทำเป็นโอฟรี มาในช่วงหลังมีการฟ้องร้องกันมากขึ้น หลายบริษัทจึงกำหนดว่าการทำงานล่วงเวลาต้องแจ้งล่วงหน้า และจ่ายค่าล่วงเวลาด้วย ทั้งนี้บริษัทญี่ปุ่นในเมืองไทย ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ จ่ายค่าโอทีกันมานานพอสมควรแล้วครับ) หลายสัปดาห์ติดต่อกัน เพื่อให้ทันกำหนดการแสดงสินค้าในต่างประเทศ
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนก็มีข่าวว่านางแบบสาวชาวจีนคุณอ้ายเว่ยเว่ยก็เป็นข่าวว่าเสียชีวิตจากการโหมรับงานหนัก จนกระทั่งพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็ยังรับงานอยู่อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี เท่าที่ทราบ ยังไม่พบรายงานการเกิดโรคนี้ในประเทศไทย ซึ่งจะมองในแง่ดี (คนไทยมีวัฒนธรรมที่ไม่ชวนให้เครียด) หรือแง่ร้าย (คนไทยไม่ขยันทำงานจนตายหรอก) ก็วิเคราะห์กันได้ตามสะดวก และสำหรับรายชื่อของโรคคาโรชินี้ก็ยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นโรคจากการประกอบอาชีพของประเทศไทยด้วยครับ (แต่อุบัติการณ์ของโรคจากการดื่มสุราในประเทศไทยกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แปลว่า พวกเราเมากันอย่างเมามันนั่นเอง)
ข้อสรุปจากเรื่องนี้ ก็คือ อย่าหลงเชื่อคำพูดแนวนี้ให้มากนักครับ ควรตั้งใจทำงาน และจัดสรรเวลาในการทำงาน ในการพักผ่อน ให้พอเหมาะ ผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง (โดยไม่ทำร้ายตนเอง และทำร้ายคนอื่น) แต่ก็ไม่ใช่จะอ้างว่ากลัวทำงานหนักจนตายเลยอู้ไม่ทำอะไรสักอย่าง
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องเชิญไปอดตายที่บ้านท่านแทน อย่าได้ให้ใครเลี้ยงให้เสียข้าวสุกเลย.
(อ้างอิง ลอง google คำว่า โรคคาโรชิ หรือ charochi syndrome ดูครับ)